3 เหตุผลที่ว่าทำไมห้ามนอนเวลาผมเปียก


เรามีเรื่องราวมานำเสนอเพราะว่าเราจะมาพูดถึงสาเหตุที่หลายคนเคยทำเป็นส่วนใหญ่เกี่ยวกับ

ทำไมถึง “ห้ามนอน” ทั้งที่ “ผมเปียก” ซึ่งเเน่นอนว่าไม่ได้ส่งผลดีต่อเราเเน่จะมีอะไรกันบ้างเราลองไปชมพร้อกมันเลยจ้า

3 เหตุผล ทำไมถึงห้ามนอนทั้งที่ผมเปียก

ในหลายๆครั้งอาจทำให้ต้องนอนทั้งๆ ที่ผมยังเปียกอยู่ และนั่นอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามตามมา ดังนี้

1. เป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและแบคทีเรีย

ฟังดูเป็นอะไรที่น่ากลัวเกินคาดคิด แต่เดี๋ยวก่อน… การนอนทั้งผมเปียกๆ แล้วก่อให้เกิดการสะสม

ของแบคทีเรียที่ว่านั้น ไม่ได้หมายถึงว่าจะมีแบคทีเรีย หรือ เชื้อราเกิดขึ้นที่เส้นผมและหนังศีรษะ

การนอนทั้งผมที่เปียกอยู่นั้น หยดน้ำและความชื้นจากเส้นผมกับหนังศีรษะจะไปกองอยู่ที่หมอน

ทั้งนี้ทั้งนั้น หมอนที่เราหนอนหนุนกันทุกคืนนั้น ไม่ควรที่จะเปียกหรือมีความชื้น

เพราะอาจก่อให้เกิดการหมักหมมของเชื้อรา แบคทีเรีย และสิ่งสกปรก

ซึ่งเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ปัญหาสิว สิวอุดตัน หรือปัญหาของใบหน้ากับหนังศีรษะอื่นๆ

2. ผมแตกปลาย

เส้นผมของคนเรานั้นจะมีความอ่อนแอที่สุดก็คือในช่วงที่เส้นผมกำลังเปียก การนอนทั้งๆ

ที่ผมยังเปียกอยู่เป็นประจำ จะไปทำให้แกนผมเกิดการแตกและหัก ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาเส้นผมแตกปลายได้

การนอนแบบหั วยังเปียกอยู่ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาผมแตกปลายขึ้นมาแบบทันที

แต่ในระยะยาวหากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเช่นนี้ ก็จะมีความเสี่ยงที่จะมีผมแตกปลาย

และอาจนำไปสู่ปัญหาผมขาดและหลุดร่วงได้

3. มีปัญหากับทรงผม

การที่เลือกเข้านอนเลยโดยที่ผมยังไม่แห้งนั้น แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงเช้า ก็ไม่ได้การันตีว่าผมจะแห้ง

เนื่องจากปัจจัยของเส้นผมและหนังศีรษะของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน

ผมอาจจะแห้งได้ภายในเวลาชั่วข้ามคืนสำหรับคนที่ผมบาง แต่กับคนที่ผมหนานั้น

ผมอาจจะยังชื้นอยู่ หรือยังไม่แห้ง การที่เรานอนไปแบบหัวยังเปียกอยู่นั้น

เส้นผมก็จะเกิดการพันกัน หรือบางคนอาจเกิดปัญหาผมลีบแบนขึ้นมาได้

และเมื่อไม่สามารถคาดเดาสภาพผมหลังการตื่นนอนได้ ก็อาจจะทำให้ต้องมาเสียเวลาไดร์ผมใหม่อีกครั้ง

หรือเสียเวลากับการหวีและสางผมที่พันกันอยู่ให้คลายตัว ทั้งๆ ที่ตั้งใจสระผมไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน

เพื่อจะย่นระยะเวลาในการแต่งตัวตอนเช้าแท้ๆ ยิ่งไปกว่านั้น

การหวีผมที่พันกันก็ยังเสี่ยงที่จะทำให้ผมขาดและหลุดร่วงในระหว่างการหวีอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก charity

Back To Top