10 ข้อที่ควร “เลิกโทษคนอื่น” อ่ า น แล้วดีมาก


รู้นะว่ามันง่ายที่จะโทษใครสักคนเวลามีอะไรผิดพลาด ไม่ได้ดั่งใจ ใคร ๆ เค้าก็ทำกัน โทษว่าเพราะคนนั้น เพราะคนนี้ทำให้ชีวิตเราย่ำแย่ แต่ไม่เคยหาเหตุผลที่แท้จริงเลยว่าที่ชีวิตมันแย่อยู่แบบนี้ เพราะอะไร

ลองคิดดูดี ๆ สิว่า..เราทำให้ชีวิตตัวเองแย่เพราะมัวแต่โทษคนอื่น เอาความถูกต้องในมุมมองของตัวเองเป็นบรรทัดฐานของจักรวาลเกินไปหรือเปล่า พอโทษคนอื่นมาก ๆ เข้าก็เลยปิดโอกาสที่จะมองเห็นความผิดของตัวเอง ปัดความรับผิดชอบทุกสิ่งอย่ างจนกลายเป็นคนไม่มีเหตุผล

ทางที่ดีหยุด! โทษคนอื่น เพราะส่วนหนึ่งของปัญหาก็มาจากคุณนั่นแหละ

แต่เดี๋ยวก่อน! นิสัยแบบนี้เปลี่ยนได้ แค่ต้องรู้ก่อนว่าเราเข้าข่ายโทษคนอื่นบ่อย ๆ หรือเปล่า ถ้าใช่..วิธีพวกนี้ช่วยได้!

1. รู้จักตัวเองให้ลึกและให้ดี

คนบางคนไม่รู้จักตัวเองทั้งชีวิต ไม่เคยคุยกับตัวเอง ไม่เคยม้แต่จะเพ่งดูใจตัวเองว่าแท้จริงแล้วเรารู้สึกอย่ างไร เรียกว่ารู้เรื่องคนอื่น รู้จักคนอื่นมากกว่ารู้จักตัวเองเสียอีก ซึ่งการไม่รู้จักตัวเองนี่แหละ เป็นข้อเสียร้ า ยแรงที่บางคนก็ไม่รู้ และไม่คิดจะรู้

ลองนึกดูดี ๆ คุณรู้จักตัวเองมากแค่ไหน เคยคุย เคยเช็กกับตัวเองบ้างไหมว่าเราเป็นคนยังไง ใช้ชีวิตยังไง วางอนาคตไว้ยังไง วิธีนี้จะทำให้คุณรู้จักตัวเองดีขึ้น

blank

พอรู้จักตัวเองก็นำไปสู่การรู้ว่าการแก้ปัญหาที่ดีกว่า การปัดปัญหาให้คนอื่นไม่ใช่การแก้ไข แต่เป็นการทำให้ปัญหายืดเยื้อมากขึ้นเสียมากกว่า เพราะฉะนั้นโทษตัวเองแก้ง่ายกว่าโทษคนอื่น

2. เลิกเข้าข้างตัวเอง

เฮ้ย! ไม่จริง ฉันไม่เคยเข้าข้างตัวเอง คนที่คิดแบบนี้ร้อยทั้งร้อย เข้าข้างตัวเองทั้งนั้น เพียงแต่ไม่รู้ตัวก็เท่านั้นเอง ที่สำคัญคนส่วนใหญ่มักมีแนวโน้มที่จะเข้าข้างตัวเองไม่มากก็น้อย

จริง ๆ แล้วการเข้าข้างตัวเองไม่ใช่เรื่องผิดถ้ามันอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล และการวิเคราะห์ถึงปัญหาที่แท้จริงอย่ างสมเหตุสมผลแล้ว ซึ่งการเข้าข้างตัวเองบนพื้นฐานเหล่านี้มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย

blank

ทำให้เรารู้จักตัวเอง รู้ว่าเราดียังไง เก่งอะไร และนำไปสู่การพัฒนาอย่ างที่ควรจะเป็น แต่การเข้าข้างตัวเองแบบไม่มีเหตุผลเป็นเรื่องผิดมหันต์ ไม่ใช่แค่ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ยังพาตัวเองไปสู่จุดที่ดำดิ่งที่สุดได้ด้วย

3. อย่ามั่นใจอะไรผิด ๆ

พวกที่ชอบโทษคนอื่นส่วนใหญ่มักเชื่อมั่นอะไรผิด ๆ และไม่คิดจะตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเสียด้วย เรียกว่าเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ โดยไม่สนอะไรทั้งนั้น เรียกว่าเอาความคิด ความดื้อรั้นของตัวเองเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แล้วไปตัดสินทุกอย่ างจากบรรทัดฐานของตัวเอง ที่สำคัญแน่ใจแล้วหรือว่า..ความคิดของตัวเองนั้นถูกต้อง

อย่ าพย าย ามเอาความคิดของตัวเองไปตัดสินคนอื่น อย่ ามั่นใจอะไรผิด ๆ ถ้าไม่มีข้อเท็จจริง คนเราเดี๋ยวนี้ห่างไกลจากการตรวจสอบความจริง การบอกว่า “เค้าว่ากันว่า…” มักมีความไม่จริงแฝงอยู่ด้วยเสมอ เพราะฉะนั้นอย่ าเชื่อ อย่ ามั่นใจ ถ้ายังไม่ได้พิสูจน์

4. เลิกโทษคนอื่นได้ ใจก็สบาย

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เคยกล่าวไว้ว่า “การโทษผู้อื่น ไม่ใช่การทำให้จิตใจตัวเองสบาย ตรงกันข้ามกลับเป็นการเพิ่มความไม่สบายให้ยิ่งขึ้น ยิ่งเพ่งเห็นโทษคนอื่นมากขึ้นเพียงใด ใจตัวเองก็ยิ่งจะไม่สบายยิ่งขึ้นเท่านั้น”

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเรามักจะร้อนรนเวลาโทษคนอื่น คิดสารพัดเหตุผลมาทำให้ใครสักคนเป็นต้นเหตุ หรือเป็นคนผิด แต่แท้ที่จริงแล้วหากลองเพ่งดูใจตนเองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่

blank

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของคนอื่นจริง ๆ หรือแค่เรากำลังมองหาคนผิดที่ไม่ใช่ตัวเองกันแน่ การลองเพ่งดูจิตใจตนเองแบบนี้ จะทำให้จิตสงบขึ้น และเมื่อความสงบมาเยือน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือการมีเวลาให้ได้คิด ซึ่งเมื่อมองทุกอย่ างตามความเป็นจริงได้แล้ว ใจก็จะสบายขึ้นนั่นเอง

5. โทษตัวเองได้ ก็มีหนทางแก้ไข

ข้อเสียที่สำคัญที่สุดของการโทษคนอื่น ก็คือ การทำให้เราไม่รู้จักตัวเอง และการที่เราไม่รู้จักตัวเองเลย ก็นำไปสู่การไม่พัฒนาใด ๆ เลยด้วยเหมือนกัน อย่ าลืมว่าเมื่อไรก็ตามที่เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นปัญหา ไม่รู้ว่าบกพร่องตรงไหน เราก็จะไม่คิดที่ปรับปรุงตัวเอง

blank

ดังนั้นจงมองหาข้อผิดพลาดของตัวเองให้บ่อยที่สุด เช่น เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรคขึ้นมาสักอย่ าง ถ้าเรามัวแต่โทษคนอื่น โอกาสที่จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดก็มีน้อยลง แต่ถ้าเอาเวลาไปมองหาความผิดพลาดจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขอย่ างจริงจังและตรงจุด

การโทษคนอื่นก็แค่การปัดความรับผิดชอบ และคงไม่มีใครโยนความผิดให้คนอื่นได้ตลอดเวลา ที่สำคัญการโทษคนอื่น “แก้ไขอะไรไม่ได้”

ที่มา : today.line.me

Back To Top