เราให้อภัยได้ แต่..คงไม่ให้โอกาสซ้ำๆ


“การให้อภัย” กับ “การให้โอกาส” เป็นคนละส่วนกัน การให้อภัย คือ การยกโทษทางจิตใจในสิ่งผิดที่เขาทำต่อเรา การให้อภัยมีสองระดับคือ

ระดับแรก

ให้อภัยเมื่อรู้สึกว่าเขารับผิดและแก้ไขอย่างดีแล้ว เมื่อคนคนหนึ่งทำไม่ดีกับเรา และเขาได้รับโทษของความผิดนั้น และเขาพยายามชดใช้ต่อสิ่งนั้น

“เขาขอโทษ”

“เขาแก้ไข”

“เขาชดใช้”

“เขาเสียใจ”

ทำให้ความรู้สึกของความโกรธแค้นของเราบรรเทา เรารู้สึกว่าเราให้อภัยเขาได้ เราจึงให้อภัย

เราให้อภัยได้ แต่..คงไม่ให้โอกาสซ้ำๆระดับที่สอง

ให้อภัยโดยไม่ขึ้นกับว่าคนที่ทำผิดนั้นจะเป็นอย่างไร จะเสียใจ จะชดใช้ จะรับโทษหรือเปล่า แต่เราก็ให้อภัยเขาได้

ทั้งสองอย่างนี้ล้วนต้องใช้เวลาและการตัดสินใจด้วยกันทั้งนั้น แต่อย่างที่สองยากกว่า บางครั้งเราไม่ให้อภัยบางคน

เพราะคิดว่าเราทำไม่ได้ มันยากเกินไป มันหนักหนาเกินไปหรือไม่เราก็รู้สึกว่า เราไม่อยากให้อภัย เราจะเก็บความโกรธแค้นนี้ไว้

เพราะเขาไม่สมควรได้รับการให้อภัย แต่ในขณะเดียวกันนั้นเรากลับไม่รู้ตัวว่าจิตใจที่โกรธแค้นนั้นมาพร้อมกับการกัดกินหัวใจ

และมันทำร้ายเราเสมอ ไม่เคยทำร้ายคนที่ทำผิดกับเราเลยมันคือยาพิษที่เราดื่มเข้าไปทุกวัน และตั้งจิตปณิธานว่าทุกครั้งที่เราดื่มยาพิษนั้น

จะทำให้คนที่เราโกรธแค้นนั้น ตายซึ่งมันไม่ใช่ การให้อภัย ไม่ได้ทำให้เขาพ้นผิดครับ แต่ทำให้เราพ้นจากจิตใจที่เคียดแค้น

และเจ็บปวดต่างหาก มันแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่มันปลดปล่อยเราจากที่คุมขังจองจำ ไปสู่อนาคตที่สดใสกว่าคนที่ทำได้คือคนที่ชนะไม่ใช่พ่ายแพ้

จริงๆ แล้วการให้อภัยกับการให้โอกาส เป็นคนละส่วนกันครับ เราให้อภัยแต่ไม่ให้โอกาสได้ เพราะการให้อภัยคือการยกโทษทางจิตใจ

ที่ปลดปล่อยตัวเราจากการถูกทำร้ายทางใจ แต่การให้โอกาสต้องมาพร้อมกับการพิสูจน์ตัวเองของคนทำผิด

ถ้าคนทำผิดไม่ได้กลับใจไม่ได้เสียใจ เราไม่จำเป็นต้องให้โอกาสเสมอไป และ บางครั้งเขายังต้องรับโทษจากความผิดนั้น

แต่ส่วนของเรานั้นแค่เดินออกมา แล้วยกโทษให้เขา ออกจากที่คุมขังแห่งความแค้นใจเอาชีวิตของเรากลับคืนมาใหม่เป็นของเรา

และเอาไปใช้ให้มีความสุขกับการเริ่มต้นใหม่ดีกว่า “การให้อภัยทำให้เราได้ชีวิตของเรากลับมา”

เราให้อภัยได้ แต่..คงไม่ให้โอกาสซ้ำๆฝึก 8 อย่าง จะได้ไม่ทุกข์ พร้อมแนะนำวิธีนั่งสมาธิรับมือกับความทุกข์

วิธีการฝึกจิตใจของตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่าน ให้มีสมาธิและสติอยู่ตลอดเวลา โดยกูรูได้ชี้แนะให้ประชาชนได้ลองฝึกควบคุมจิตใจของตัวเอง

และเมื่อทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อตัวเองจิตใจเราจะได้สงบและไม่เป็นทุกข์ มาดูกันเลยครับ

1.ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้หมายความว่าจงเป็นคนตัวเล็กอย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดาอย่าเป็นคนสำคัญ

เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเราอย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป

2.ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี

นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย

3.ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบเพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง

มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง

4.ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆหรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่าถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด

แต่ถ้ามันไม่ดีเป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูดหรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้นมีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำและขุ่นมัว

5.ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่าอะไรๆก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่าเวลามีความสุขก็ให้รู้ว่าเดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป

เวลามีความทุกข์ก็ให้รู้ว่าเดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆเกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่าเรื่องราวเหล่านี้มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย

6.ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทา หมายความว่าเราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่าเราต้องถูกนินทาแน่นอน

ดังนั้นเมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า “เรามาถูกทางแล้ว” แปลว่าเรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกากับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่นถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ค่อยมาคิดว่าเราจะไม่ถูกนินทา

7.ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่าเราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ก็หัดพอใจกับมัน

นาฬิกาใช้อะไรอยู่ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน

เมื่อรู้จักพอแล้วก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมากชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน

8.ฝึกให้ตัวเองเสียสละและยอมเสียเปรียบ หมายความว่าการที่คนๆหนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้างเป็นเรื่องจำเป็น

ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก

กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น

“รับมือกับความทุกข์” ด้วยการฝึก “นั่งสมาธิ”

ขอขอบคุณที่มา จาก : khaonaroo.com

Back To Top